Lost Bullet 2 (2022) แรงทะลุกระสุน 2
เรื่องย่อ
หลังการตายของชาราส ลีโน (อัลแบน ลีนัวร์) และยูเลีย Lost Bullet 2 ( สเตฟี่ เซลม่า) ได้เข้ารับตำแหน่งและจัดตั้งหน่วยยาเสพติดใหม่ ลีโนมุ่งมั่นที่จะตามหาฆาตกรที่ฆ่าน้องชายและที่ปรึกษาของเขา เขาเดินหน้าตามล่าต่อไปและจะไม่ยอมให้ใครมาขวางทางแน่นอน
ผู้กำกับ
- Guillaume Pierret
บริษัท ค่ายหนัง
- Inoxy Films
นักแสดง
- Alban Lenoir
- Stéfi Celma
- Sébastien Lalanne
- Jérôme Niel
- Khalissa Houicha
- Anne Serra
โปสเตอร์หนัง


รีวิว
หนังชุด Lost Bullet ทั้ง 2 ภาคใน Netflix เป็นหนังแอคชั่นจากฝรั่งเศสที่เราว่า มากๆเลยอ่ะ มันครบรสทั้งฉากแอคชั่นประเภทเตะต่อยคิวบู๊ดุดันและฉากขับรถไล่ล่าที่ระเบิดระเบ้อ รถชนกระจัดกระจายแบบไม่เกรงใจใครเลย ส่วนตัวประทับใจพล็อตรองๆในหนังมันมากๆ พระเอกแกเป็นช่างซ่อมรถโดนตำรวจเกณท์ให้มาช่วยตกแต่งรถยนต์ตำรวจเพื่อให้จับผู้ร้ายได้ทัน ทีนี้พระเอกแกโดนหักหลังจากตำรวจที่เป็นตัวร้าย ภาค 1 พระเอกเลยหนีหัวซุกหัวซุนและก็ต้องตามล่าล้างแค้นตัวร้าย อันนี้สปอยล์นิดหน่อยคือตัวร้ายหนีไปได้ในภาค 1 เพื่อไปปูภาค 2
ภาค 2 มาปีนี้ พี่พระเอกแกยังแค้นไม่หายเลยนั่งเฝ้าอยู่หน้าบ้านตัวร้ายหลักที่ดันทิ้งลูกและเมียอยู่ในบ้าน คือพระเอกแกเริ่มเป็น stalker ตามเมียตัวร้ายแบบไม่ห่างจนเมียตัวร้ายยังเดินมาบอกพระเอกว่าสามีหนูไม่กลับมาหรอก เลิกตามได้แล้ว รำคาญ แต่พระเอกก็ดื้อ ทำแบบนี้ไปทุกๆวัน จนวันนึงตัวร้ายมันส่งลูกสมุนมากะจะพาลูกเมียหนีไปด้วย แต่เมียก็กลัวไม่กล้าไปด้วย พี่พระเอกที่เห็นว่ามีคนบุกบ้านตัวร้ายเลยเข้าไปช่วยเมียตัวร้ายโดยการแค่ทำให้ลูกสมุนแต่ละคนคอหักนิดๆหน่อยๆ หน้าแหก
แขนหัก หลังหักเกือบตาย สาหัสนิดๆหน่อยๆเอง (55555) เมียตัวร้ายก็มาขอบคุณพระเอกที่ช่วยเหลือกัน สรุปหนังมันเล่าข้ามไปเลย 1 ปีต่อมา พระเอกทำงานให้ตำรวจและตกแต่งรถยนต์เหมือนเดิม แต่คราวนี้พี่แกกลายเป็นสามีคนปัจจุบันของเมียตัวร้าย อยู่กินในบ้านตัวร้าย ดูแลลูกตัวร้ายแทน ในขณะที่ตัวร้ายจริงๆยังคงหลบหนีตำรวจไม่กล้าเผชิญหน้าอยู่ 555555 หนังก็ไม่ได้บอกด้วยนะว่าไปพัฒนาความสัมพันธ์กันตอนไหนแต่แบบดีจัดๆ ไม่ค่อยได้เจออะไรแบบนี้ดี
สานต่อเรื่องจากภาคแรกครับ หลังจากลีโน่ (Alban Lenoir) พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองได้ แต่คนร้ายกลับยังลอยนวล ทำให้ลีโน่ต้องลุยล่าผู้ร้ายอีกครั้ง แต่ครั้งนี้หนังมาพร้อมความซับซ้อนครับ ไม่ได้เล่าแบบตรงๆ เล่นง่ายๆ แบบภาคแรกแล้ว ประมาณว่าตัวละครเริ่มมีลับลมคมในต่อกัน ลีโน่เองก็ต้องมาลุยฝ่าดงกระสุน และฝ่าคำโกหกของเพื่อนร่วมงานกันเอง ถือเป็นภาคต่อที่ทำได้โอเคขึ้นครับ อย่างแรกเลยคือมีการใส่ความซับซ้อนลงไป อย่างวายร้ายจากภาคแรกนั้นไปๆ มาๆ ก็ชักจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังมากขึ้น หรือกระทั่งตัวละครแวดล้อมพระเอกก็ใช่จะบอกพระเอกทุกเรื่อง อันทำให้พระเอกต้องเผชิญวิบากกรรมครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม – ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าตัวละครรอบตัวพระเอกค่อยๆ บอกความจริง เรื่องมันอาจไม่บานปลายทะลักทลายขนาดนี้ก็ได้
ส่วนที่ผมชอบมากขึ้นคือคิวบู๊ครับ Lost Bullet 2 อย่างที่เคยบอกว่าภาคแรกผมออกแนวเฉย แต่ภาคนี้บู๊ได้สะใจขึ้น ประทับใจตั้งแต่ตอนบู๊ฉากแรกๆ ที่ลีโน่เข้าไปซัดโจรในบ้าน มันเป็นการบู๊ที่ดูดิบ ดูกระหน่ำ และดูสะใจอยู่ในที รวมถึงฉากบู๊อื่นๆ ต่อจากนั้นก็ถือว่าทำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะตอนไล่ล่าระเบิดถนนในตอนท้ายน่ะครับ ทำออกมาได้น่าพอใจ สะใจเอาเรื่อง จัดว่ามีพัฒนาการทางด้านความมันส์ครับ ไหนจะฉากไล่ล่าทางรถก็ทำออกมาได้มันส์เข้าท่าเหมือนกัน เรียกได้ว่าภาคนี้ยกระดับตัวเองจากภาคแรกได้อย่างน่าพอใจครับ บู๊ก็ดีขึ้น ล่ากันก็มันส์ขึ้น เนื้อเรื่องก็ซับซ้อนขึ้น ตัวละครก็นับว่าน่าสนใจ รายที่ผมชอบมากหน่อยก็ขอยกให้อัลวาโร่ (Diego Martín) เพื่อนเก่าของชาราสที่บทของเขานี่สร้างความมันส์และเพิ่มความลุ้นได้พอตัวในตอนครึ่งหลังน่ะครับ
ภาคต่อนี้ ผู้เขียนบท Alban Lenoir หยิบเรื่องราวของ Lost Bullet (2020) มาเล่าต่อทันทีหลังจากฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่องแรก เรื่องราวแทบจะเหมือนกับตอนที่ 2 ในซีรีส์ที่เราแน่ใจว่าจะมีทั้งหมด 3 ตอน และเราก็รู้สึกยินดีกับเรื่องนี้มาก ภาพยนตร์เรื่องที่สองนี้ใช้องค์ประกอบเดียวกันกับภาพยนตร์เรื่องแรก นั่นคือ การค้นหาบุคคล ตำรวจเลวที่ขัดขวางไม่ให้พวกเขาพบตัว ตัวละคร Alban Lenoir ที่เป็นตัวเชื่อมโยงเรื่องราวระหว่างตัวละครทั้งหมด แต่ยังเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างฉากแอ็กชั่นต่างๆ อีกด้วย อันที่จริงแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้มีฉากรวมเรื่องสองฉาก ฉากแรกเป็นฉากต่อสู้อันยาวนานในสถานีตำรวจระหว่าง Alban Lenoir
กับตำรวจเลว ตำรวจในพื้นที่ ซึ่งผู้ชมต่างสงสัยว่าเขาจะสามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตำรวจทั้ง 50 คนได้อย่างไร! ฉากรวมเรื่องที่สองเป็นฉากไล่ล่ารถอันยาวนานที่ตามมา จุดเด่นอย่างหนึ่งของแฟรนไชส์นี้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอเมริกาคือการเน้นความสมจริงในฉากต่อสู้หรือการไล่ล่าด้วยรถยนต์ พูดอีกอย่างก็คือ แฟรนไชส์นี้ไม่มีกลิ่นอายของภาพอนาจารแบบ CGI และยังคงความสมจริงและความสูงของมนุษย์เอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง คุณสมบัติต่างๆ ได้แก่ ตัวละครที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายของ Alban Lenoir รวมถึงตัวละครที่เน้นการเคลื่อนไหวร่างกายของ Stéfi Celma เช่นกัน โดยมีการปรับภาพที่กระตุ้นความสนใจและกลไกที่เคยเห็นในที่อื่นมาแล้วหลายครั้ง แต่เรื่องนี้ไม่น่าเบื่อเลย
แน่นอนว่ามีฉากแอ็กชั่นและความระทึกขวัญเกิดขึ้นมากมาย แต่ฉันพบว่าเนื้อเรื่องมีความไม่สอดคล้องกันมากเกินไปและสลับไปมาระหว่างหลุมบ่อและความไร้สาระในเรื่องราว ดูเหมือนว่านักเขียนไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า Lino ควรเป็นตัวร้ายหรือตัวเอก นอกจากนี้ เรื่องราวทั้งหมดยังไม่ชัดเจนและไม่ได้สร้างอะไรมากมายจากภาพยนตร์เรื่องแรก และดูเหมือนว่าพวกเขาต้องการให้ Fast and Furious มีความไร้สาระมากกว่านี้ ฉากแอ็กชั่นนั้นดูเสแสร้งและเกินจริงไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ฉากแอ็กชั่นได้รับการออกแบบท่าเต้นมาอย่างดี การคัดเลือกนักแสดงและการแสดงทั้งหมดก็ลงตัว และจังหวะที่ยอดเยี่ยมทำให้ความยาว 98 นาทีผ่านไปอย่างรวดเร็ว หวังว่าถ้ามีภาคที่สาม เราคงได้เห็นภาคต่อที่รวม Areski ไว้มากกว่าสองสามนาที

