13 HOUR (2016) 13 ชั่วโมง ทหารลับแห่งเบนกาซี
เรื่องย่อ
ในปี 2012 หลังจากการโค่นล้มผู้นำลิเบีย มูอัมมาร์ กัดดาฟี 13 HOUR เบงกาซี ได้รับการ ขนานนามว่าเป็นสถานที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งในโลก แม้ว่าหลายประเทศจะถอนสถานทูตออกจากลิเบียเพราะกลัวการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย แต่สหรัฐฯ ยังคงมีคอมเพล็กซ์ทางการทูตในเมือง ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งไมล์เป็น ด่านหน้า ของ CIAที่เรียกว่า Annex ซึ่งได้รับการปกป้องโดยทีมงานทหารรับจ้างเอกชนจากGlobal Response Staff (GRS) แจ็ค ซิลวา ซึ่งมาถึงเบงกาซีและถูกไทโรน “โรน” วูดส์ผู้บัญชาการทีม GRS และเพื่อนส่วนตัวของซิลวามารับตัว เมื่อมาถึงด่านหน้า ซิลวาได้รับการแนะนำให้รู้จักกับทีม GRS ที่เหลือและหัวหน้าสถานี CIA ซึ่งคอยเตือนทีมอย่างเคร่งครัดไม่ให้ยุ่งกับพลเมือง
เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ สตีเวนส์เดินทางมาถึงเบงกาซีเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและสังคม แม้จะได้รับคำเตือน เขาก็ยังตัดสินใจอยู่ที่หน่วยพิเศษโดยได้รับการคุ้มครองอย่างจำกัดจาก เจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัยทางการทูต 2 คน คือ วิกแลนด์และอุบเบิน และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่จ้างมาจาก กองกำลัง อาสาสมัคร 17 กุมภาพันธ์ วีรชน ในพื้นที่ ซึ่งมีชื่อเล่นว่า “17-ก.พ.” ในเช้าของวันครบรอบ 11 ปีของเหตุการณ์ 9/11สตีเวนส์สังเกตเห็นชายต้องสงสัยกำลังถ่ายรูปบริเวณดังกล่าว และแจ้งให้หน่วยรักษาความปลอดภัยของเขาทราบ เมื่อกลับมาถึงบริเวณดังกล่าว ซิลวาพบว่าภรรยาของเขากำลังตั้งครรภ์
ผู้กำกับ
- เจมส์ แบดจ์ เดล
- จอห์น คราซินสกี้
- แม็กซ์ มาร์ตินี่
บริษัท ค่ายหนัง
- 3. ศิลปะและความบันเทิง
- เบย์ ฟิล์ม
นักแสดง
- John Krasinski
- James Badge Dale
- Pablo Schreiber
- David Denman
- Dominic Fumusa
- Max Martini
โปสเตอร์หนัง


รีวิว
“ค่าจ้าง เทียบกับค่าของความเป็นคนไม่ได้หรอก” 13 HOUR ประโยคนี้เป็นประโยคที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้ครับ “เบงกาซี” เป็นเมืองที่อยู่ในประเทศลิเบีย ถือว่าเป็นพื้นที่ที่อันตรายที่สุดแห่งนึงของโลก หลังจากการล่มสลายของอดีตผู้นำเผด็จการ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ประเทศลิเบียก็เกิดเหตุจลาจลไม่เว้นวัน สหรัฐอเมริกาจึงเข้ามาควบคุมสถานการณ์ และตั้งฐานที่มั่นลับอยู่ภายในเมืองแห่งนี้ ซึ่งภายในฐานที่มั่นแห่งนี้ประกอบด้วยเหล่า CIA ระดับหัวกะทิ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 6 นาย ซึ่งจะคอยคุ้มกันสถานกงสุลสหรัฐฯ ประจำเมืองเบงกาซี ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลกันมากนัก ซึ่งมีเอกอัคราชทูตสหรัฐประจำการอยู่
ซึ่งหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตัวเอกของเราทั้ง 6 นายได้เข้ามาสำรวจแล้ว ก็รู้สึกถึงจุดอ่อนหลายอย่างภายในสถานที่นี้ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อการถูกโจมตีได้ง่าย รวมไปถึงการปล่อยให้นักข่าวเข้ามาทำข่าวถึงเนื้อถึงตัวท่านทูตได้อย่างง่ายดาย แต่ก็ยังไม่มีการแก้ไข จนในคืนหนึ่ง ซึ่งเหมือนเป็นคืนธรรมดาๆ แต่ก็ได้มีกลุ่มก่อการร้าย ได้พยายามบุกเข้าโจมตีสถานกงสุล และพยายามจะลอบสังหารเอกอัคราชทูต ทำให้หน่วยรักษาความปลอดภัยทั้ง 6 นาย ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องท่านทูต และชาวอเมริกันหลายสิบชีวิตที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงนั้น เป็นเวลา 13 ชั่วโมงเต็ม
นี่เป็นเรื่องราวคร่าวๆของหนังเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ ทั้งฉากต่อสู้
ฉากดราม่า รวมไปถึงการตีความหมายต่างๆซึ่งทำให้เรารู้ว่า เบื้องลึกเบื้องหลังของสงคราม นอกจากจะมีแค่การยิงๆใส่กันให้เปลืองกระสุนเล่นแล้ว ยังมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น การตัดสินใจของผู้นำว่า จะยอมส่งกำลังออกไปช่วยหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการขัดคำสั่งจากเบื้องบน ที่ไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้เปิดเผยตัวตน แต่เมื่อที่สุดแล้วมันถึงคราวจำเป็น ก็ต้องยอมมีการขัดคำสั่งบ้าง เหมือนประโยคแรกสุดที่ผมได้โปรยเอาไว้ อีกอย่างหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้เลยว่า ในการปฏิบัติการจริง ในพื้นที่จริง ไม่สามารถแยกได้เลยว่าฝ่ายไหนคือฝ่ายไหน ไม่มีการใส่เครื่องแบบหรือมีสัญลักษณ์ใดๆเหมือนสงครามสมัยก่อนเลย สรุปคือ ในพื้นที่สีแดง ไม่สามารถไว้ใจใครได้เลยจริงๆ
ฉากแอ๊คชั่น เอาไปเลยร้อยกะโหลก ใครที่อยากเสพความมันส์แบบยิงกันเน้นๆ แนะนำว่าคุ้มค่าตั๋วมากๆ 13 HOUR ยิงกระจาย แล้วเสียงปืนแต่ละชนิดทำออกมาได้ดีมาก มีเสียงที่แตกต่างกันออกไป ไม่ใช่แค่สักแต่เอาเอฟเฟ็กต์เสียงปืนมาใส่ให้มีเสียง ปังๆๆ แบบละครไทยบ้านเรา แล้วการตกแต่งบาดแผลถูกยิงนะ โอ้โห เหมือนจริงมาก เสียวแทนเลยครับ ฉากดราม่า ดีนะ โอเคเลย ยิ่งตอนคุยผ่านวีดีโอถึงครอบครัวก่อนจะออกไปปฏิบัติหน้าที่นี่ แบบซึ้งมากๆ มันเป็นจริงแบบคำกล่าวที่ว่า “เป็นครอบครัวทหาร ต้องทำใจว่าทุกครั้งที่สามี/ภรรยาคุณออกไปปฏิบัติหน้าที่ นั่นคือเค้าพร้อมจะไปตาย” รวมไปถึงฉากสุดท้ายนะ โอ้โห แทบทำผมร้องไห้ตามเลย
บทบรรยายไทย ถือว่าทีมแปลทำการบ้านมาดีครับ ในหนังมีศัพท์เกี่ยวกับทหารเยอะมาก ทีมแปลก็แปลได้เข้าใจง่ายครับ หรือบางทีตัวละครพูดมาแค่คำคำเดียว ทีมแปลก็รู้ได้ว่านั่นคือชื่อรหัสของทีม เช่น “Blue” ซึ่งหมายถึง รหัสคือ “สีฟ้า” เป็นต้น คะแนนของเรื่องนี้ ผมให้อยู่ที่ 9/10 เลยครับ หักไปคะแนนนึงเพราะมีบางฉากที่ถ่ายทำแล้วค่อนข้างเวียนหัวครับ ตัดภาพต่างๆเร็วไปหน่อย สำหรับบางคนอาจเวียนหัวได้ครับ แค่นั้นจริงๆ สรุปคือใครที่ยังไม่ได้ไปดู ผมให้สามพยางค์ “ไป ดู ซะ!!” ดูในโรงผมว่าได้อรรถรสมากกว่ารอดีวีดีประมาณสิบเท่าได้ครับ กระหึ่มจริงๆ คุ้มๆๆ ยอมใจไมเคิล เบย์เลย ปล.ผมปวดฉี่ตอนอยู่ในโรง ยังไม่อยากลุกออกไปเข้าห้องน้ำเลย อั้นอยู่ชั่วโมงนึงเต็มๆ
ดูหนังออนไลน์ ภาพยนตร์ที่คล้ายกัน
Hitler (2024) แผนโค่น เผด็จการ
A Legend (2024) พลิกตำนานฟัดทะลุเวลา
Time and Space Redemption (2024) รอดผ่านกาลเวลาและอวกาศ
Apocalypse Z The Beginning of the End (2024) อะโพคาลิปซิส เซต้า จุดเริ่มต้นของจุดจบ

